หนังตากระตุก สะดุดจังหวะมองเห็น

หนังตากระตุก สะดุดจังหวะมองเห็น

หนังตากระตุก หากเป็นสมัยก่อนจะเปรียบเสมือนการเสี่ยงดวงผสมความเชื่อที่เรียกกันว่า ขวาร้าย ซ้ายดี แต่ในปัจจุบันอาการดังกล่าวจะถือว่าร่างกายกำลังบอกถึงความผิดปกติบางอย่างครับ นอกจากจะขัดจังหวะการมองแล้ว ยังสามารถกลายเป็นโรคภัยร้ายแรงได้เช่นกันครับ

เลือกหัวข้อบทความ

หนังตากระตุกคืออะไร

หนังตากระตุก คืออะไร

ปัญหาหนังตากระตุก (Eye Twitching) คือ ภาวะกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตา หรือเปลือกตามีอาการกระตุกอย่างเฉียบพลัน โดยไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งตาซ้าย และตาขวา รวมถึงสามารถกระตุกได้ทั้งหนังตาบน และหนังตาล่างครับ

แต่ถึงอย่างไรอาการตากระตุกนั้นจะเกิดขึ้นทีละข้าง ซึ่งจะมีอาการตั้งแต่เบาไปจนถึงขั้นรุนแรงครับ โดยจะสร้างความรำคาญให้กับคนไข้ได้มากเลยทีเดียว แต่ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะทางการแพทย์ได้มีเครื่องมือที่ทันสมัย และมีวิธีการรักษาอาการตากระตุกที่หลากหลาย เหมาะสำหรับอาการแต่ละประเภทคนไข้สามารถดูการรักษาตามอาการได้ในบทความนี้เลยครับ

ส่วนกรณีที่คนไข้รู้สึกว่ามีอาการตากระตุกแบบรุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหดเกร็ง หรือกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ผมก็ขอแนะนำให้คนไข้รีบเข้ารับคำปรึกษากับจักษุแพทย์ผู้มากประสบการณ์ เพื่อหาทางรักษาโดยด่วนครับ เนื่องจากความรุนแรงอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายอย่าง โรคอัมพาตใบหน้า หรือโรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้น้อย แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ คนไข้จึงไม่ควรชะล่าใจนะครับ

หนังตากระตุก เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

หนังตากระตุก เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

สาเหตุที่ทำให้เกิดการกระตุกนั้น สามารถเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยครับ โดยอาจมาจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือพฤติกรรมที่กระทำ ล้วนมีโอกาสทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้ทั้งสิ้นครับ แต่สาเหตุที่พบได้บ่อยจะมีดังนี้ครับ

  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือชอบอดหลับอดนอนบ่อย ๆ นอกจากจะส่งผลบริเวณรอบดวงตากระตุกแล้ว ยังทำให้สุขภาพร่างกายแย่ไปในเวลาเดียวกันด้วยะครับ
  • การจดจ้อง หรือเพ่ง เช่น มองจอคอม ดูโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ สามารถส่งผลให้หนังตา มีอาการกระตุกจากสายตาอ่อนล้าได้ครับ
  • การดื่มแอลกอฮอล์ สูบหรี่ หรือรับคาเฟอีน ในปริมาณมาก ๆ ก็สามารถทำให้ตากระตุกได้ครับ
  • อาการเหนื่อยล้าจากการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้องรอบ ๆ ดวงตาเกิดการกระตุกได้ครับ
  • การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อาจทำให้สายตาเกิดการระคายเคือง เช่น ใช้สายตาในพื้นที่ที่มีแสงสว่างมาก ๆ หรือมีลมพัดรุนแรงจนทำให้ตาแห้ง ก็สามารถทำให้มีอาการตากระตุกได้ครับ
  • เกิดจากภาวะความเครียดสะสม เป็นสาเหตุยอดฮิตที่ส่งผลโดยตรงต่ออาการตากระตุกเลยครับ
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด รวมถึงการขาดสารอาหาร เช่น วิตามิน หรือแร่ธาตุสำคัญ ๆ อาจทำให้มีอาการหนังตากระตุกได้ครับ

ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ล้วนมาจากพฤติกรรม หรือกิจวัตรประจำวันที่ทำครับ แต่ถ้านอกเหนือจากสาเหตุดังกล่าวก็อาจมีภาวะของโรคเข้ามาเกี่ยวข้องได้ครับ เช่น เยื่อตาอักเสบ หรือตากระตุกเรื้องรัง จะไม่สามารถรักษาได้โดยวิธีธรรมชาติครับ แต่ต้องอาศัยการศัลยกรรมจากจักษุแพทย์ในการรักษาเท่านั้นครับ

หนังตากระตุก บอกถึงความผิดปกติอะไร

หนังตากระตุกบอกถึงความผิดปกติอะไร

แม้ว่าอาการตากระตุกจะมีสาเหตุที่ฟังดูแล้วไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่อย่าพึ่งนิ่งนอนใจไปนะครับ เพราะอาการกระตุกนั้นยังสามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติอื่น ๆ ได้อีกนะครับ โดยอาการจากความผิดปกติมีอะไรบ้าง สังเกตจากอะไรไปดูพร้อมกันได้เลยครับ

กล้ามเนื้อหนังตาเขม่น(eyelid myokymia)

จะเป็นภาวะที่บริเวณหนังตาด้านบน หรือด้านล่างมีอาการกระตุก หรือเต้นตึก ๆ ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะสามารถพบได้บ่อยในคนไข้ที่มีปัญหาหนังตากระตุก ซึ่งจะเป็นข้างใดข้างหนึ่งในเวลาสั้น ๆ หรือบางกรณีอาจมีอาการหลายวันจนถึงเป็นสัปดาห์ก็ได้ครับถึงจะหายไปเอง

ซึ่งอาการอาจดูไม่น่ากังวลแต่หากไม่ปล่อยโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจมีภาวะที่รุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ โดยมีวิธีสังเกตอาการดังนี้

– หนังตาเขม่นไม่หายเป็นเวลานานมากกว่า 2 – 3สัปดาห์

– หนังตาเขม่นส่งผลกระทบต่อการมอง หรือทำให้การลืมตาเป็นไปได้ยากกว่าปกติ

– มีอาการกระตุกบริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น ใบหน้า และร่างกาย

– อยู่ดี ๆ ตาก็แดง หรือมีขี้ตามากกว่าปกติ

ถ้ามีอาการตามที่กล่าวมาผมขอแนะนำให้ปรึกษากับจักษุแพทย์ เพื่อทำการรักษา เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลต่อระบบประสาทต่าง ๆ ได้ครับ

กล้ามเนื้อหนังตาเกร็งกระตุก

เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อบริเวณหนังตาหดตัวมากกว่าปกติ จึงต้องทำให้กระพริบตาบ่อย ๆ หรือบางทีอาจต้องหลับตาทั้งสองข้างอย่างกะทันหัน เป็นอาการที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถสูงมากครับ โดยอาการหนังตาเกร็งกระตุกมักพบในผู้สูงอายุช่วง 40 – 60 ปี และพบในคนไข้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ซึ่งเป็นอาการที่ส่งผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิตประจำวันครับ เพราะการมองเห็นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากครับ โดยสาเหตุอาจมาจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติ หรืออีกกรณีคือ เกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมครับ จึงทำให้อาการหนังตาเกร็จกระตุกนั้น มักเกิดจากปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ ดังนี้

– เคยประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะ หรือบริเวณใบหน้า

– คนภายในครอบครัวมีประวัติเกี่ยวกับโรคการเคลื่อนไหวผิดปกติส่วนสมอง

– ผลตอบกลับจากโรคทางสายตา เช่น ตาแห้ง, ตาอักเสบ หรือภาวะไวต่อแสง

– มีภาวะความเครียดสะสม หรือได้รับผลจากการทานยากลุ่ม พาร์กินสัน

– การสูบบุหรี่บ่อย ๆ ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสมองด้วยนะครับ

กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกครึ่งซีก

ถือว่าเป็นภาวะที่มีความรุนแรงสูงมาก สำหรับคนไข้ตากระตุกครับ ซึ่งอาการนี้จะพบได้ในช่วงอายุประมาณ 50 – 60 ปี โดยอาจมีอาการกระตุกบริเวณรอบดวงตา หลังจากนั้นอาจลามไปกระตุกที่แก้ม หรือริมฝีปากเพียงครึ่งซีก ซึ่งอาการนี้จะไม่สามารถควบคุมได้ทำให้คนไข้ต้องพบเจอความเสี่ยงทุกรูปแบบเลยครับ

โดยอาจมีปัจจัยในการกระตุ้นที่คล้ายกับแบบอื่น เช่น เกิดจากความเครียด การวิตกกังวล ความเหนื่อยล้า รวมไปถึงการแสดงสีหน้าบ่อย ๆ แต่จะมีส่วนที่แตกต่างกันตรงเป็นภาวะที่มาพร้อมกับโรคที่มีความเสี่ยงสูงดังนี้ครับ

– โรคเส้นเลือดเกิดการแข็งตัว

– โรคเส้นเลือดโป่งพ่อง

– เป็นเนื้องอกบริเวณต่อมน้ำลาย

– เส้นประสาทอาจได้รับความเสียหาย

– โรคหลอดเลือดสมอง

– โรคปลอกประสาทอักเสบ

– โรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

ล้วนเป็นโรคที่มีความเสี่ยงสูงมากครับ สูงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยหากไม่ได้รับการรักษาโดยเร็ว ซึ่งอาจรักษาโดยการศัลยกรรมกับจักษุแพทย์ เพื่อทำการตัดหนังตาข้างที่กระตุก และทำการเย็บตกแต่งแผล หรืออาจทำการฉีดโบท็อกซ์บริเวณรอบดวงตา เพื่อแก้ปัญหาหนังตากระตุกก็ได้ครับ

หนังตากระตุก ดูแลง่ายด้วยวิธีเบื้องต้นด้วยตัวเอง

หนังตากระตุก ดูแลง่ายด้วยวิธีเบื้องต้นด้วยตัวเอง

เปลี่ยนหนักให้เป็นเบาได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ก่อนที่อาการตากระตุกจะทวีความรุนแรงมากไปกว่าเดิม ผมมีแนวทางการรักษาเบื้องตนที่คนไข้สามารถนำไปดูแลตัวเองได้มาฝากครับ แต่จะเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนหากคนไข้พึ่งเริ่มมีอาการนะครับ มีวิธีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมง เพื่อให้สายตาได้รับการพักผ่อน และฟื้นฟูประสิทธิภาพสำหรับวันถัดไป
  • หยุดการจ้องจอคอม หรือจอมือถือเป็นเวลานาน ๆ แนะนำให้แบ่งเวลาในการพักสายตาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง เช่น ออกไปเดินเล่น ยืนเส้นยืดสาย หรือพักงีบสัก 1 ชั่วโมงจะช่วยทำให้สายตาไม่เหนื่อยล้ามากจนเกินไป ทำให้ลดโอกาสเสี่ยงหนังตากระตุกได้นั่นเองครับ
  • หากมีอาการตากระตุกแนะนำให้งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือคาเฟอีนผสม เช่น ชา กาแฟ เนื่องจากเป็นสารที่กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท อาจทำให้ใช้สายตามากกว่าปกติ จนหนังตามีอาการกระตุกได้ครับ
  • แนะนำให้หลีกเลี่ยงความเครียด อาจฟังดูยาก แต่ปัจจุบันมีวิธีบำบัดความเครียดที่หลากหลายมากครับ หรือลองหาเวลาให้ตัวเองอยู่กับสิ่งที่ชอบก็ได้ครับ
  • หากตาแห้งบ่อย ๆ อาจพกน้ำตาเทียมติดตัว เพื่อจะได้ช่วยหล่อลื่นดวงตา และเยื่อตา สามารถลดปัญหาอาการหนังตากระตุกได้ชั่วคราวครับ
  • หากมีอาการตากระตุก แนะนำให้ลองนวดกล้ามเนื้อรอบ ๆ ดวงตาได้ครับ หากทำเป็นประจำอาการหนังตากระตุกก็สามารถหายไปได้เองครับ

แก้ปัญหาหนังตากระตุกที่ไหนดีให้ปลอดภัย

แก้ปัญหาหนังตากระตุกที่ไหนดีให้ปลอดภัย

ดวงตาถือว่าเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่มีความเปราะบางสูงมาก จึงอาจทำให้คนไข้หลายคนมีความรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการรักษาที่ไหนดีให้ปลอดภัย และการแก้ปัญหาหนังตากระตุกนั้นจะต้องรักษาแบบไหนดี เพื่อคลายความกังวลต่าง ๆ ผมจะมาบอกถึงวิธีรักษาที่สามารถเห็นผลได้ดี รวมถึงการเลือกสถานพยาบาลที่ปลอดภัยด้วยครับ

ซึ่งการรักษาที่จักษุแพทย์ให้การแนะนำสำหรับแก้ปัญหาตากระตุกคือการ ฉีดโบท็อกซ์ เนื่องจากสามารถช่วยบรรเทาอาการกล้ามเนื้อที่เกร็ง หรือมีอาการกระตุกได้ครับ ใช้เวลาในการรักษาน้อย แถมเห็นผลภายใน 2 – 3 วัน และผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นาน 6 – 8 เดือน ก่อนที่จะสลายไปได้เองตามธรรมชาติครับ โดยสามารถกลับมาฉีดซ้ำได้อีกเรื่อยตามระยะเวลาของโบท็อกซ์ แต่ไม่ควรฉีดถี่มากเกิดไปเพราะอาจทำให้มีอาการดื้อโบท็อกซ์ จึงขอแนะนำให้กลับมาฉีดโบท็อกซ์ตอนที่มีอาการหนังตากระตุกเท่านั้นนะครับ

ส่วนการเลือกสถานพยาบาลที่ใช้สำหรับการรักษาจะมีวิธีสังเกตปัจจัยสำคัญดังนี้ครับ

สถานพยาบาลต้องมีความน่าเชื่อถือ

สถานพยาบาลที่คนไข้จะเข้ารักษานั้น ต้องมีใบประกอบกิจการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ภายใน และภายนอกสถานพยาบาลต้องมีความสะอาด ปลอดภัย รวมถึงมีรางวัลที่สามารถการันตรีถึงด้านคุณภาพ และความปลอดภัยอย่างเช่น โรงพยาบาลมาสเตอร์พีชนั่นเองครับ

แพทย์มีประสบการณ์

แพทย์เฉพาะทาง หรือจักษุแพทย์ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ สามารถวิเคราะห์ หรือประเมินปัญหาได้อย่างตรงจุด มีประสบการณ์ด้านการฉีดโบท็อกซ์ สามารถใช้โบท็อกซ์ในปริมาณที่เหมาะสม ฉีดได้อย่างแม่นยำ และเบามือ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสวยอย่างธรรมชาติ และ แก้ปัญหาหนังตา กระตุกได้นั่นเองครับ

คุณภาพของผลิตภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้กับคนไข้ต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นของแท้เท่านั้น รวมไปถึงเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ต้องมีความสะอาด และทันสมัย เพื่อให้สามารถรักษาคนไข้ได้อย่างทั่วถึง และมีความปลอดภัยสูงนั่นเองครับ

การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ หนังตากระตุก

การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ หนังตากระตุก

ภาวะหนังตากระตุกคือภาวะที่คนไข้ไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่คนไข้สามารถป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้ได้ครับ โดยคนไข้ต้องทำความเข้าใจถึงปัญหาให้เข้าใจก่อนว่าเกิดจากอะไร เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือรับปริมาณคาเฟอีนมากเกินไป หากรู้ถึงปัญหาแล้วก็มาดูการป้องกันไปพร้อมกันได้เลยครับ

  • การลดความเครียด หรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความเครียด เป็นวิธีป้องกันไม่ให้ตากระตุกได้ครับ
  • การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยคนไข้อาจเข้านอนเร็วกกว่าปกติขึ้นอย่างน้อย 30 นาที หรือ 1 ชม. สามารถป้องกันภาวะตากระตุกได้ครับ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ก็สามารถป้องกันภาวะหนังตากระตุกได้เช่นกันครับ
  • ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนลง ก็สามารถป้องกันภาวะตากระตุกได้เหมือนกันครับ

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหนังตากระตุกอีกครั้ง แนะนำให้ทำการจดบันทึกในวันที่จำเป็นต้องทำสิ่งที่เพิ่มโอกาสเสี่ยงหนังตากกระตุกไว้ หากมีอาการจะไดเข้าใจว่าอะไรคือปัญหา คนไข้จะได้ทำการหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นนั่นเองครับ

ภาวะแทรกซ้อนของปัญหาหนังตากระตุก

ภาวะแทรกซ้อนของปัญหา หนังตากระตุก

ภาวะตากระตุกนั้นจะมีอาการหลายระดับตั้งแต่เป็นเบา ๆ ไปจนถึงขั้นรุนแรง ซึ่งอาการหนังตากระตุกแต่ละระดับจะแฝงภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ไว้ด้วยครับ แต่ในบทความนี้ผมจะพูดถึงระดับที่มีความรุนแรงสูง เนื่องจากสามารถทำให้ระบบประสาทเกิดความผิดปกติได้ครับ

โดยภาวะแทรกซ้อนของปัญหาหนังตากระตุกนั้นจะมีโรคอะไรบ้างที่มีความรุนแรงไปดูพร้อมกันได้เลยครับ

โรคอัมพาตใบหน้า (Bell’ Palsy)

เป็นภาวะแทรกซ้อนของปัญหาหนังตากระตุกระดับรุนแรงที่ทำให้ใบหน้าของคนไข้เป็นอัมพาตครึ่งซีก เพราะเกิดจากกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแอลง หรือกระตุกจนหน้าเบี้ยวครับ

โรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง (Dystonia)

เป็นภาวะแทรกซ้อนของตากระตุก ที่ทำให้กล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ กระตุกตามไปด้วย หรืออาจทำให้เกิดผลกระทบเป็นอาการบิดเกร็งร่วมด้วยครับ

โรคคอบิดเกร็ง (Cervical dystonia)

เป็นภาวะแทรกซ้อนของปัญหาหนังตากระตุก ที่ส่งผลทำให้คอเกิดอาการกระตุก หรือทำให้ศีรษะมีอาการปวด และบิดเกร็งร่วมไปด้วย สามารถส่งผลทำให้เกิดความไม่สะดวกสบายในการทำงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้นั่นเองครับ

โรคปลอกประสาทเสื่อม (Multiple Sclerosis

เป็นภาวะแทรกซ้อนของปัญหาตากระตุก ที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้ และการเคลื่อนไหวนั่นเองครับ

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease)

เป็นภาวะแทรกซ้อนของปัญหาหนังตากระตุก ที่ทำให้มีอาการมือ แขน หรือขาสั่น จนทำให้กล้ามเนื้อเกิดความเหนื่อยล้า จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทรงตัว หรือการพูดได้ครับ